HR Insight​

AI จะมาแทนพนักงาน Junior ได้จริงหรือ?

April 28, 2026 - 1:00 PM

ในช่วงที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายองค์กรเริ่มทบทวนโครงสร้างทีม และตั้งคำถามกับการจ้างงานในระดับ Junior มากขึ้น ทั้งในแง่ของต้นทุน ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในบริบทของธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวและผลลัพธ์ที่รวดเร็ว 

แต่ในขณะเดียวกัน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “ควรจ้างหรือไม่จ้าง” หากแต่อยู่ที่ว่าองค์กรกำลังมองบทบาทของ Junior และ AI อย่างรอบด้านเพียงพอหรือไม่ เพราะการตัดสินใจที่ดูเหมือนช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้น อาจส่งผลต่อความสามารถในการสร้างทีมและพัฒนาคนในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว 

บทความนี้จะพาไปสำรวจทั้งภาพรวมของตลาดแรงงาน บทบาทที่แท้จริงของ AI ต้นทุนที่มองไม่เห็นของโครงสร้างทีม รวมถึงศักยภาพของ Junior ในยุคปัจจุบัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และวางกลยุทธ์การจ้างงานได้อย่างเหมาะสมกับอนาคต

 


 

1. ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปอย่างไร — และ AI อยู่ตรงไหน? 

โลกของการทำงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่หลายองค์กรแค่ทดลองใช้ AI ในการทำ task งานต่างๆ แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจต่างๆ เริ่มผสาน AI เข้ากับการทำงานอย่างจริงจัง คำถามที่ตามมาคือ “แรงงานคนยังจำเป็นมากน้อยแค่ไหน?” 

ข้อมูลจากตลาดแรงงานไทยบอกเราว่า

  • คนทำงานไทยกว่า 62% ใช้ Generative AI ในการทำงานและชีวิตประจำวันแล้ว 
  • 83% เชื่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของตัวเอง
  • 70% ต้องการ upskill เพื่อวิ่งตามความเปลี่ยนแปลงให้ทัน 

[1] [2] 

สัญญาณเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนมากว่า AI กำลังส่งผลกระทบต่อทุกตำแหน่งในองค์กร รวมถึงงานระดับ Entry และ Junior โดยตรง 

แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ — AI จะเข้ามาแทนคนได้แค่ไหน และองค์กรควรปรับกลยุทธ์การจ้างงานอย่างไร ให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 


 

2.  AI แทนได้จริง — แต่แค่บาง task ไม่ใช่ทั้งหมด 

คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 นั้น งานจำนวนมากจะขยับไปสู่รูปแบบ Human-Machine Collaboration หรือการทำงานที่สอดประสานระหว่างคนและปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ขณะที่สัดส่วนงานที่ใช้เทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง [3]  

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลดหรือหยุดการจ้างพนักงานระดับ Junior มาดูกันก่อนว่า AI เก่งเรื่องอะไร และ พนักงาน Junior ที่ดียังมีคุณค่าในแบบที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ ในเรื่องอะไรบ้าง 

AI โดดเด่นในงานที่ต้องการ “ความเร็วและปริมาณ 

  • ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ภายในไม่กี่วินาที 
  • จัดการงานซ้ำๆ ตาม workflow เดิมได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ 
  • ช่วยร่างไอเดียตั้งต้น สรุปข้อมูล หรือทำ first draft ได้อย่างรวดเร็ว 

แต่พนักงาน Junior สามารถทำสิ่งที่ AI เลียนแบบไม่ได้ 

  • เรียนรู้บริบทของธุรกิจ เข้าใจสิ่งที่ตัวเลขหรือข้อมูลไม่สามารถอธิบายได้
  • ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่คลุมเครือหรือไม่มีคำตอบตายตัว
  • สื่อสารด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และรับรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
  • เติบโตจาก feedback จริงและประสบการณ์หน้างาน ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดศักยภาพระยะยาว 

จะเห็นได้ว่า AI ไม่สามารถเข้ามาแทนพนักงาน Junior ได้ทั้งหมด สิ่งที่ AI ช่วยเติมเต็มได้คืองานอัตโนมัติและงานซ้ำๆ ขณะที่งานที่ต้องใช้การเรียนรู้ การสื่อสาร การประสานงาน หรือความเข้าอกเข้าใจ ยังคงเป็นงานของคน  และหากได้คนที่มีความสามารถ และเป็นทนเลนท์ตัวจริง คนนั้นๆ ก็พร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมองค์กรในระยะยาว 

 


 

3. ต้นทุนซ่อนเร้นของ Senior-Heavy Organization

เมื่อองค์กรตัดสินใจหยุดจ้างพนักงาน Junior เพราะเชื่อว่า AI จะรับช่วงงานต่อได้ทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะสั้นอาจดูเหมือนการประหยัดต้นทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรอาจกำลังสะสมภาระที่มองไม่เห็น ซึ่งแต่ละอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายในอนาคต

ต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าที่คิด 

การพึ่งพา Senior เป็นหลักหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน เมื่อ Senior ต้องมารับงาน operational มากขึ้น ก็ทำให้ไม่สามารถโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ได้เต็มที่ ส่งผลให้ทั้งต้นทุนสูงขึ้น และประสิทธิภาพโดยรวมลดลง

Succession Gap — ช่องว่างที่แก้ไม่ได้ในชั่วข้ามคืน 

หาก Senior ออกจากองค์กร ไม่เพียงแต่คนทำงานที่หายไป แต่รวมถึงความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร ธุรกิจ และลูกค้าด้วย  หากไม่มี Junior ที่ถูก mentor และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง องค์กรจะไม่มีใครรับช่วงต่อได้ทันท่วงที 

การหาคนจากภายนอกมาทดแทนใช้ทั้งเวลาและต้นทุนสูงกว่าการสร้างคนจากภายใน และยังมีความเสี่ยงด้าน culture fit ที่สูงกว่าด้วย องค์กรที่มองการณ์ไกลจะเริ่ม build pipeline ของ Senior วันข้างหน้าตั้งแต่วันนี้ ผ่านการลงทุนกับ Junior ที่ใช่

นวัตกรรมที่หายไปพร้อมกับ Fresh Perspective 

ทีมที่มีแต่ Senior อาจเสี่ยงกับการทำงานในกรอบเดิมมากเกินไป ในขณะที่ Junior ที่เพิ่งเข้ามาสู่องค์กรมักนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ  พวกเขาตั้งคำถามกับสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไปนานแล้ว ช่วยให้ทีมเห็นโอกาสหรือวิธีทำงานที่ต่างออกไป โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว Junior Gen Z ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีมักมาพร้อมกับไอเดียในการใช้ tool ต่างๆ เข้ามาช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ความหลากหลายที่หายไป — และผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กร 

การขาด Junior ไม่ได้กระทบแค่โครงสร้างทีม แต่ยังกระทบวัฒนธรรมการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ภายในองค์กร รวมถึงความหลากหลายทางความคิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแก้ปัญหาและการเติบโตในระยะยาว

พนักงานระดับ Junior ที่ถุกคัดเลือกมาอย่างถูกต้องและได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมในวันนี้ คือ พนักงานระดับ Senior ที่องค์กรต้องการในอีก 3–5 ปีข้างหน้า องค์กรที่โตได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่องค์กรที่มีแต่ผู้เชี่ยวชาญ แต่คือองค์กรที่รู้วิธีสร้างผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาจากภายใน และสามารถสร้าง talent pipeline ที่แข็งแรง 


4. พนักงาน Junior ที่อยู่ในกลุ่ม Gen Z มี Asset ที่คนรุ่นอื่นสู้ไม่ได้

หนึ่งในข้อกังวลที่ HR หลายคนพูดถึงอยู่เสมอ คือการทำงานร่วมกับ Gen Z ที่อาจดู “ยาก” มี working style ที่แตกต่าง และบางครั้งอาจนำไปสู่ความไม่เข้าใจกันภายในทีม 

แต่หากมองให้ลึกลงไป นี่อาจไม่ใช่ “ปัญหา” ที่ต้องหลีกเลี่ยง — แต่คือ “ศักยภาพ” ที่องค์กรยังไม่ได้ใช้ให้เต็มที่ เพราะการมี Gen Z อยู่ในทีม ไม่ได้เป็นแค่การเติมคนให้ครบ แต่พวกเขาเข้ามาเติมมุมมองใหม่ให้กับการทำงาน และองค์กรได้อย่างดี 

AI-Fluent โดยธรรมชาติ 

สำหรับคนรุ่นนี้ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเครื่องมือที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้จากศูนย์ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตการทำงานตั้งแต่แรก หลายคนใช้ AI เพื่อช่วยคิด ช่วยสรุป หรือแม้แต่ช่วย optimize งานในแต่ละวันอยู่แล้ว 

นั่นหมายความว่า หากได้รับการวางบทบาทและ guidance ที่เหมาะสม Junior Gen Z สามารถเป็น “ตัวเร่งความเร็ว” ให้กับทีม ไม่ใช่ตำแหน่งที่รอถูกแทนที่ 

Learning Agility สูง พร้อมปรับตัวได้เร็ว 

ในโลกที่วิธีการทำงานเปลี่ยนแทบทุกปี คนที่ไม่ยึดติดกับวิธีเดิม คือข้อได้เปรียบ 

Gen Z ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเรียนรู้แบบ continuous learning พร้อมทดลองสิ่งใหม่ และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ และช่วยให้องค์กรปรับตัวได้เร็วขึ้นเช่นกัน 

Hunger to Prove Themselves คือพลังที่มีค่า 

Junior ที่ได้รับโอกาสและถูกเลือกมาอย่างเหมาะสม มักมาพร้อมกับแรงขับที่อยากพิสูจน์ตัวเอง 

พลังงานนี้ หากได้รับการ support ที่ดี สามารถแปลงเป็น productivity, ownership และ engagement ที่สูงในช่วงเริ่มต้นของการทำงานได้อย่างชัดเจน 


5. ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การจ้าง Junior — แต่คือการเลือกคนที่ผิดวิธี 

หลายองค์กรที่รู้สึกว่า พนักงานระดับ Junior ทำงานไม่ดี หรือ รับมาแล้วอยู่ไม่นาน อาจไม่ได้กำลังเจอปัญหาที่ตัวคน แต่กำลังเจอปัญหาที่กระบวนการคัดเลือก 

เพราะในความเป็นจริง การจ้าง Junior ไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับการจ้างคนที่มีประสบการณ์ได้ แต่หลายองค์กรยังคงใช้ framework เดิม — ตั้งแต่การเขียน JD ไปจนถึงการสัมภาษณ์ ซึ่งสุดท้ายแล้วนำไปสู่การ “เลือกคนผิด” ตั้งแต่ต้นทาง 

สัญญาณที่บอกว่ากระบวนการ hire อาจยังไม่ตอบโจทย์ Junior 

• Job Description กว้าง หรือไม่ชัดเจนพอ 

เมื่อ JD พยายามครอบทุกอย่าง  โดยไม่ได้ระบุ skill set หรือ expectation ที่เหมาะกับระดับ Junior จะดึงดูดผู้สมัครที่หลากหลายเกินไป แต่ไม่ตรงจุด ทำให้เสียเวลาทั้งฝั่ง HR และสุดท้ายอาจได้คนที่ไม่ fit จริง 

• ใช้วิธีสัมภาษณ์แบบเดิมกับกลุ่มที่ยังไม่มี track record 

Junior ส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอให้เล่าความสำเร็จแบบเป็นรูปธรรม การใช้คำถามเชิง behavioral แบบเดียวกับ senior อาจไม่สามารถวัดศักยภาพที่แท้จริงได้ สิ่งที่ควรประเมินมากกว่าคือ mindset, learning ability และ potential 

• Onboarding ไม่ชัดเจน ทำให้เริ่มต้นไม่ตรงกัน 

หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจาก performance แต่เกิดจากความคาดหวังที่ไม่ตรงกันตั้งแต่วันแรก หากไม่มี onboarding ที่ช่วยให้ Junior เข้าใจบทบาท เป้าหมาย และวิธีการทำงานอย่างชัดเจน  โอกาสที่พนักงาน junior จะรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม  ไม่เห็นเส้นทางความสำเร็จ หรือการเติบโตของตนเอง และตัดสินใจลาออกโดยไว ก็จะสูงขึ้น 

• Candidate pool แคบเกินไป 

การเข้าถึง talent pool ที่จำกัด ทำให้องค์กรไม่มีตัวเลือกมากพอในการเปรียบเทียบ สุดท้ายจึงต้อง “เลือกจากคนที่มี” แทนที่จะได้ “คนที่ใช่จริง” ที่เหมาะทั้งด้าน skill set และ mindset  

 

การจ้าง Junior ที่ได้ผล จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่คือการออกแบบ process ให้สามารถมองเห็น “ศักยภาพ” ได้ตั้งแต่ต้น  

เมื่อ culture fit และ skills match ถูกวางตั้งแต่วันแรก ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานได้ แต่คือคนที่ พร้อมจะอยู่และเติบโตไปกับองค์กร ซึ่งสะท้อนผ่าน retention rate ที่ดีขึ้นตามมา  


 

สรุป — คำตอบที่แท้จริง 

ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายองค์กรอาจเริ่มตั้งคำถามว่ายังจำเป็นต้องจ้าง Junior อยู่หรือไม่ แต่คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การลดจำนวนคน แต่อยู่ที่การเข้าใจบทบาทของคนให้ชัดเจนมากขึ้น แม้ AI จะช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนศักยภาพของมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในบทบาท Junior ซึ่งไม่ใช่เพียงตำแหน่งเริ่มต้นของการทำงาน แต่เป็นจุดตั้งต้นของการสร้าง talent pipeline ที่สำคัญในระยะยาว 

คนกลุ่มนี้คือผู้ที่กำลังเรียนรู้ เติบโต และจะกลายเป็นกำลังหลักขององค์กรในอนาคต ดังนั้นหากองค์กรเลือกที่จะชะลอหรือหยุดจ้าง สิ่งที่อาจสูญเสียไปไม่ใช่แค่กำลังคนในวันนี้ แต่คือโอกาสในการสร้างคนเก่งสำหรับวันข้างหน้า ในอีกมุมหนึ่ง คนที่มีความเสี่ยงจะถูกแทนที่จริงๆ อาจไม่ใช่ Junior แต่คือคนที่หยุดพัฒนาตัวเองและไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง 

สุดท้ายแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าควรจ้างหรือไม่จ้าง แต่คือการจ้างให้ถูกคน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต เพราะองค์กรที่ได้เปรียบในยุคนี้ไม่ใช่องค์กรที่ใช้ AI แทนคน แต่คือองค์กรที่สามารถผสานการทำงานของคนและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างทีม Junior ที่มีคุณภาพและเติบโตได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Junior Permanent Recruitment ได้ที่นี่ 
เพื่อเข้าใจแนวทางการคัดเลือก talent ที่เน้นทั้ง potential และความเหมาะสมกับองค์กรในระยะยาว 

หรือลงทะเบียนพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากอเด็คโก้ ได้ที่นี่


References 

1. Nation Thailand — คนทำงานไทยกับการใช้ Generative AI: https://www.nationthailand.com/news/general/40043705  

2. Staffing Industry Analysts — Thailand leads Generative AI adoption across SEA: https://www.staffingindustry.com/news/global-daily-news/thailand-leads-generative-ai-adoption-across-southeast-asia 

3. World Economic Forum — Future of Jobs in South-Eastern Asia: https://www.weforum.org/stories/2025/05/the-future-of-jobs-in-south-eastern-asia-upskilling-dominates-as-technology-and-geoeconomic-uncertainty-change-talent-landscape/