โดนถามข้อเสียตอนสัมภาษณ์งาน ตอบอย่างไรดี?
March 15, 2023 - 12:00 AM

ถ้าให้จัดอันดับคำถามคนที่ไม่อยากเจอที่สุดตอนสัมภาษณ์งาน เชื่อว่า “ข้อเสียของคุณคืออะไร” หรือ “ลองบอกจุดอ่อนของคุณให้ฟังหน่อย” จะอยู่ในอันดับต้นๆ เลยทีเดียว โดยคำถามนี้สามารถวัดได้เลยว่า ‘คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน จริงใจแค่ไหน และมีความพยายามจะพัฒนาตัวเองมากแค่ไหน’ ดังนั้นถ้าคุณสามารถตอบคำถามได้ตรงกับสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์คาดหวัง คำถามข้อนี้ก็จะไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสที่คุณจะสร้างความประทับใจให้ผู้สัมภาษณ์ได้แบบอยู่หมัด มาดูกันว่าต้องทำอย่างไร!
แนวทางการเลือกข้อเสียมาตอบ
- เลี่ยงประเด็นที่จะส่งผลเสียต่องาน: ควรเป็นข้อเสียที่ไม่กระทบงานนั้นๆซึ่งคุณจะรู้ว่าควรเลี่ยงอะไรเมื่อทำความเข้าใจ job description อย่างละเอียด ให้รู้ว่าตำแหน่งนั้นต้องทำอะไรบ้าง และทักษะที่ต้องมีคืออะไรบ้าง
- พูดตามความจริง: ควรเป็นข้อเสียที่เป็นความจริงเพราะการโกหกตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงานไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน
- ให้เป็นข้อเสียที่เกี่ยวกับการทำงาน: ไม่ควรเป็นข้อเสียที่เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะจะดูไม่จริงจังและผิดจุด เช่น ร้องเพลงไม่เพราะ ทำอาหารไม่เป็น ติดแฟน หรือเรียกว่าเป็นข้อเสียที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าคุณมีวิธีการทำงานอย่างไร
- ไม่ควรตอบว่า“ ไม่มีข้อเสีย”: คำตอบนี้จะดูมั่นใจเกินไปและทำให้ผู้สัมภาษณ์งานมองว่าคุณไม่พร้อมจะพัฒนาตัวเอง
- ระวังคำตอบที่เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย: เช่น เป็นคนperfectionist หรือเป็นคนทุ่มเทกับงานมากเกินไป เพราะมองว่าคุณน่าจะมีข้อเสียอื่นที่แย่กว่านั้น ถ้าเลี่ยงได้ก็อาจจะเลี่ยงไปตอบอย่างอื่นแทนดีกว่า
แนวทางการตอบข้อเสียในระหว่างสัมภาษณ์
1.
หากคุณเลือกตอบว่าข้อเสียคือขาด ‘ทักษะ’ บางอย่างในการทำงาน วิธีการตอบที่ดีมากๆ คือการอธิบายให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่า คุณตั้งใจจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น โดยคุณได้ลงมือทำบางอย่างแล้วเพื่อพัฒนาตัวเอง หรือแม้กระทั่งคุณยังไม่ได้ลงมือทำ แต่มีแพลนว่าจะทำในเร็วๆ นี้แน่ๆ ก็สามารถเล่าได้เช่นกัน
เช่น “ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องการใช้โปรแกรมออกแบบกราฟิกครับ เป็นหนึ่งในทักษะที่ผมยังขาดและอยากพัฒนามากๆ เพราะถึงแม้ว่าหน้าที่ของผมอาจจะไม่ต้องออกแบบกราฟิกด้วยตัวเอง แต่ผมคิดว่าก็คงจะดีเหมือนกันถ้าผมสามารถคิดและออกแบบงานได้ด้วยตัวเอง เดือนที่ผ่านมาผมก็เลยไปลงเรียนคอร์สออกแบบเบื้องต้นครับ ตอนนี้ก็เรียนไปได้ครึ่งทางแล้ว รู้สึกว่าก็ค่อยๆ เก่งขึ้น ก็เลยตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายปีนี้อยากจะออกแบบชิ้นงานที่สามารถใช้ได้จริงให้ได้ครับ”
2.
วิธีตอบที่ดีอีกหนึ่งวิธี คือการแสดงความมั่นใจว่าข้อเสียของคุณจะไม่เป็นปัญหากับการทำงาน โดยเฉพาะถ้าได้รับการซัพพอร์ตจากบริษัท เช่น “ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องการใช้โปรแกรมออกแบบกราฟิกครับ ถ้าให้ทำเองอาจจะยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ผมมั่นใจว่าถ้าบริษัทมีทีมกราฟิกที่เก่งที่คอยซัปพอร์ตเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมสามารถใช้ข้อดีในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์กับการบรีฟให้เห็นภาพ มาทดแทนในจุดนี้ได้ครับ เชื่อว่าถ้าได้ทำงานร่วมกันก็จะทำให้งานออกมาดีได้แน่นอนครับ”
3.
หากคุณเลือกข้อเสียที่เป็นเรื่อง ‘นิสัย’ ในการทำงาน อาจจะยากที่จะอธิบายว่าคุณได้ลงมือแก้ไขนิสัยอย่างไร ดังนั้นให้คุณอธิบายว่า คุณเข้าใจว่าข้อเสียนี้มีอาจทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง และคุณพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหานั้นอย่างไร
เช่น “บางครั้งผมทำงานค่อนข้างช้าเพราะมัวแต่โฟกัสกับจุดเล็กๆ มากเกินครับ ซึ่งก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าได้ถ้าเป็นงานที่มีกระบวนการหลายขั้นตอน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมเข้าใจในจุดนี้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ทุกครั้งเวลาได้งานมา ผมจะประเมินเวลาในการทำงานก่อน ถ้าเวลาน้อยก็อาจจะต้องมีสมาธิมากขึ้นและเน้นดูภาพกว้างมากกว่าดูจุดเล็กๆ ครับ”
ตัวอย่างข้อเสียโดยทั่วไปที่คุณอาจนำไปใช้ได้
1. “
ไม่ค่อยเก่งเรื่อง
…” (
เป็นตัวเลือกที่แนะนำ
☆
☆
☆
)
ในที่นี้หมายถึงทักษะในการทำงานที่ยังขาด เช่น ภาษาอังกฤษ การพูดต่อหน้าสาธารณะ การวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น
ข้อสังเกต:
ข้อเสียนี้ไม่แย่นักเพราะเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานจะไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่าง (โดยเฉพาะเป็นทักษะที่นานๆ จะได้ใช้สักที) จึงเป็นตัวเลือกที่แนะนำให้คำตอบ ถ้าผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ระบุว่าให้ตอบข้อเสียกี่ข้อ คุณอาจจะตอบแค่ข้อนี้ข้อเดียวก็พอแล้ว
2. “ โฟกัสกับจุดเล็กๆ มากเกินไป ”
การใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อยมากกว่ามองภาพรวมมีโอกาสทำให้งานล่าช้ากว่ากำหนด
ข้อสังเกต:
ข้อเสียนี้ไม่แย่นักหากงานนั้นๆ ต้องการความละเอียดมากกว่าความเร็ว แต่ไม่เหมาะกับบริษัทที่มีวัฒนธรรมแบบ fast-paced environment
3. “ ไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ ”
ความไม่มั่นใจในตัวเองมีหลายแบบ เช่น ไม่กล้าตัดสินใจ หรือไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจทำให้งานล่าช้า ไม่มีความแปลกใหม่ และดูไม่มีความเป็นผู้นำ
ข้อสังเกต:
ข้อเสียนี้ไม่แย่นักหากคุณยังมีประสบการณ์ทำงานไม่มาก แต่ไม่เหมาะกับบริษัท startup ที่ต้องการคนกล้าแสดงความเห็น กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ
4. “ ชอบทำงานคนเดียวมากกว่าทำงานเป็นทีม ”
คนชอบทำงานคนเดียวอาจถูกมองว่าเข้าถึงยาก ขาดทักษะในการสื่อสาร หรือขาดความไว้ใจผู้อื่น
ข้อสังเกต:
ข้อเสียนี้ไม่แย่นักหากงานนั้นๆ ต้องทำงานคนเดียวหรือแค่เฉพาะลูกค้าอยู่แล้ว และแน่นอนว่าไม่เหมาะกับงานที่เน้นทำงานเป็นทีม
ถ้าคุณยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกข้อเสียข้อไหนไปตอบดี ตัวเลือกที่เราให้มาอาจจะยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่ากับการที่คุณได้นั่งทบทวนตัวเองจริงๆ ให้คุณเลือกคำตอบที่เป็นความจริงและมีความพอดี ไม่ด้อยค่าตัวเอง และไม่โอ้อวดเกินไป เชื่อว่าความจริงใจของคุณจะสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ได้อย่างแน่นอน
อ้างอิง:
https://www.indeed.com/career-advice/interviewing/list-of-example-weaknesses-for-interviewing